ที่ผ่านมาเราคุยกันเรื่องกราฟแท่งเทียนอย่างย่อ ๆ ไปแล้วรวมทั้งการวิเคราะห์ด้วย ตอนนี้เราจะ
ลงลึกไปสู่รายละเอียด กัน แต่ก่อนอื่นเรามาทบทวนกันคร่าว ๆ กันก่อน
การเทรดโดยใช้กราฟแท่งเทียนคือะไร?
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ก็อดซิลล่ายังคงเป็นแค่กิ้งก่าน้อยดูดนมจ๊วบ ๆ อยู่ กราฟแท่งเทียนได้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบเก๋ากึ๊ก เพื่อใช้ในการเทรดข้าว มีชาวตะวันตกคนหนึ่งชื่อว่า Steve Nison ค้นพบความลับเทคนิคการใช้และการอ่านกราฟแท่งเทียน มาจากโบรคเกอร์ที่ญี่ปุ่น และกราฟแท่งเทียนก็เลยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ Steve ได้ศึกษา เรียนรู้ มีชีวิตอยู่ และหายใจเข้าออกและแทบจะกินกราฟแท่งทียน เขาเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้และมันเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงปี 1990 เพื่อที่จะทำให้เรื่องยาว ๆ สั้นลงหน่อย ก็คือว่า ถ้าไม่มี steve nilson เรื่องราวของกราฟแท่งเทียนก็ยังคงเป็นความลับจนกระทั่งทุกวันนี้
โอเคแล้ว ไอ้กราฟแท่งเทียนนี้มันเป็นยังไง ?
การอธิบายที่ดีที่สุดคือการอธิบายด้วยภาพ
กราฟแท่งเทียนจะบอกราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาเปิด และราคาปิด
• ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดแล้วกราฟแท่งเทียนก็จะถูกวาดขึ้น(ปกติจะเป็นสีขาว)
• ถ้าราคาปิดอยู่ต่ำกว่าราคาเปิด กราฟแท่งเทียนก็จะถูกวาดขึ้น(ปกติเป็นสีดำ)
• สิ่งที่ถูกวาดหรือว่าที่เติมสีลงไปนั้นเรียกว่าตัวแท่งเทียน หรือว่า body
• เส้นบาง ๆ ที่ทะลุขึ้นข้างบนหรือข้างล่างของตัว body แสดงให้เห็นราคาต่ำสูงเป็นไส้เทียน
• ที่จุดสูงสุดของไส้เทียนเรียกว่า “high”
• ที่จุดต่ำสุดของไส้เทียนเรียกว่า “low”
รูปร่างของกราฟแท่งเทียนกับรูปแบบต่าง ๆ ของไส้เทียน
รูปร่างของกราฟแท่งเทียนก็คล้าย ๆ กับคนเรานี่และ มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน และเมื่อเรามองกลับมาที่การเทรดฟอร์เร็ก ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเท่ากับการดูรูปร่างของกราฟแท่งเทียน
รูปร่างยาวแสดงถึงมีแรงซื้อหรือขายเข้ามาอย่างท่วมท้น ยิ่งตัวแท่งเทียนนั้นยิ่งยาว นั่นหมายความว่ามีปริมาณการซื้อขายปริมาณมาก
ส่วนตัวแท่งเทียนที่สั้นนั้นหมายความว่าการซื้อขายนั้นมีเบาบาง ในวงการฟอร์เร็กนั้นเราเรียกผู้ซื้อว่า กระทิงและเรียกผู้ขายว่า หมี
กราฟแท่งเทียนสีขาว ยาว ๆ แสดงให้เห็นถึงแรงซื้อที่มีปริมาณมาก ยิ่งกราฟแท่งเทียนยิ่งยาวเท่าไหร่ นั่นหมายความว่าราคาปิดยิ่งอยู่ห่างราคาเปิดเท่านั้น ซึ่งบอกว่าราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือในภาษาของเราเรียกว่า กระทิงรุมขวิดหมีครั้งใหญ่ !
กราฟแท่งเทียนแท่งยาวสีดำแสดงให้เห็นถึงแรงขายปริมาณมาก ซึ่งยิ่งกราฟยิ่งยาวเท่าไหร่แสดงถึงระยะห่างของราคาเปิดและปิดเท่านั้น และบ่งบอกได้ถึงราคาที่ร่วงจากราคาเปิด จากการกระหน่ำขายของฝั่งผู้ขาย เรามีคำเฉพาะเรียกนี้ว่า หมีกำลังตะปกกระทิงโดยการคว้าที่เขาของกระทิงแล้วก็ทุ่มลงกับพื้น
ไส้เทียนพิศวง
ไส้เทียนที่อยู่ข้างบนตัวเทียน หรือที่อยู่ข้างล่างเทียนนั้นให้รายละเอียดบางอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับการเทรดที่เกิดขึ้นในเวลาช่วงนั้น ๆ
ไส้เทียนที่อยู่ข้างบนบอกราคาที่สูงที่สุดของระยะเวลานั้น ๆ ก่อนที่จะปิดที่ตัวแท่งเทียน และไส้เทียนข้างล่างก็บอกราคาต่ำสุดที่เกิดขึ้นหลังจากราคาเปิด ก่อนที่จะกลับมาที่ราคาที่ปิด
กราฟแท่งเทียนที่มีไส้เทียนยาว แสดงให้เห็นถึงผลการเทรดหรืออารมณ์ตลาดที่เกิดขึ้นราคาได้วิ่งห่างจากราคาเปิดหรือ ราคาปิด
กราฟแท่งเทียนที่มีไส้เทียนสั้น แสดงถึงภาวะราคาตลาดที่วิ่งอยู่ใกล้ๆ กับราคาเปิดหรือราคาปิด
ถ้ากราฟแท่งเทียนมีไส้เทียนที่ยาวข้างบน และมีไส้ที่สั้นกว่าข้างล่าง นั่นหมายถึงฝั่งผู้ซื้อพยายามซื้อขึ้นไป แต่ว่าอีกด้านหนึ่งฝั่งผู้ขายพยายามดึงราคากลับมาให้อยู่ในราคาที่ใกล้จุดที่ราคาเปิด
ถ้ากราฟแท่งเทียนมีไส้เทียนที่ยาวด้านล่างและมีไส้เทียนสั้น ๆ ด้านบน นั่นหมายถึงว่าพยามที่จะกดดันราคาลงอย่างรุนแรง เพื่อให้ราคาต่ำลงไปอีก แต่ว่าฝั่งผู้ซื้อก็ได้ดึงราคาให้กลับมาอยู่ใกล้กับจุดที่ราคาเปิด
รูปแบบกราฟแท่งเทียนพื้นฐาน
Spinning Tops
กราฟแท่งเทียนจะมีไส้เทียนยาว ๆ อยู่ด้านบนและด้านล่าง และมีตัวเทียนสั้น เรียกว่า spinning tops สีของแท่งเทียนจะไม่สำคัญมาก รูปแบบของแท่งเทียนบ่งบอกถึงภาวะตลาดที่ลังเล ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
ตัวแท่งเทียนเล็ก ๆ ไม่ว่าจะสีอะไรซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากราคาเปิดไปจนถึงราคาปิด ซึ่งบอกว่าทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขายกำลังต่อสู้แย่งชิงราคากันและไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบ
แม้ว่า จุดเปิดและปิดจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ราคาที่เคลื่อนไหวขึ้น ๆ ลง ๆ โดยทั่วไป ไม่ว่าทั้งผู้ซื้อหรือผู้ขาย ไม่สามารถแย่งชิงความได้เปรียบซึ่งผลออกมาก็คือ ต่างคนต่างยังเลือกทิศทางไม่ได้
ถ้า spinning top เกิดขึ้นช่วงที่กำลังอยู่ในขาขึ้น นั่นหมายความว่า ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนอยากซื้อแล้วและอาจจะเกิดจุดกลับเทรดขึ้นได้
ถ้า spinning top เกิดระหว่างช่วงทิศทางขาลง นั่นหมายถึง ไม่ค่อยมีคนอยากเล่นฝั่ง sell มากแล้วและอาจจะเกิดจุดกลับเทรนด์ในทิศทางตรงกันข้ามได้
Marubozu
ฟังดูเหมือนชื่อเวทมนตร์ วูดู มั๊ย ฉันจะเสกคาถามหาเวทย์ Marubozu ใส่คุณ แต่เป็นโชคดีของคุณที่มันไม่ได้หมายความอย่างนั้น Marubozu หมายถึง ไม่มีไส้เทียน มีแต่ตัวแท่งเทียน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า ตัวแท่งเทียนจะเป็นสีอะไร จุดที่สูงที่สุดและจุดที่ต่ำสุดเป็นจุดเดียวกับจุดเปิดและจุดปิด ถ้าคุณดูตามรูปข้างล่างจะมี Marubozu อยู่สองชนิด
White Marubozu ประกอบด้วยตัวเทียนสีขาว โดยไม่มีไส้เทียน ราคาเปิดเท่ากับ ราคาต่ำสุด และ ราคาปิด คือ ราคาสูงสุด ซึ่งนี่บอกว่าเป็นภาวะกระทิงอย่างเห็นได้ชัดว่าผู้ซื้อกำลังควบคุมตลาดอยู่ชัดเจน และกราฟแบบนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดภาวะกระทิงอย่างต่อเนื่องหรือ จุดกลับตัวมาสู่ภาวะกระทิงด้วย
Black Marubozu
ประกอบด้วยตัวเทียนสีดำ โดยไม่มีไส้เทียน ราคาเปิดจะเท่ากับราคาสูงสุด และ ปิดที่ราคาต่ำที่สุด นี่เป็นกราฟของภาวะหมี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อมีอำนาจเหนือตลาด และแสดงให้เห็นว่า ผู้ขายควบคุมราคาทั้งหมดในช่วงราคานี้ บ่งบอกว่าภาวะหมีเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง หรือ เกิดการกลับตัวมาสู่ภาวะหมี
Doji
Doji คือ กราฟแท่งเทียนมีราคาเปิด และราคาปิด หรือว่าก็คือ ตัวเทียนน้อยมาก และตัว Doji นี้จะมีตัวแท่งเทียนน้อย และ แทบจะเป็นเส้นบาง ๆ อยู่แล้ว
Doji บอกถึงภาวะที่เกิดแรงดึงทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาเริ่มขยับขึ้นหรือลงในช่วงราคาเปิด แต่สุดท้ายก็ปิด ณ จุดใกล้ ๆ ราคาเปิด
ไม่ว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายไม่สามารถที่จะมีอำนาจในการควบคุม และผลก็คือออกมา ไม่ไปไหนเลยซึ่ง Doji มี4 ประเภท ซึ่งความยาวของไส้เทียนจากจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดนั้นมีหลายแบบ และทำให้มีรูปแบบของมันมีดังนี้ คือ ดูเหมือนไม้กางเขน หรือว่าเครื่องหมายบวก คำว่า Doji มีหมายถึงรูปแบบเดียวและหลายรูปแบบ
เมื่อ Doji เกิดขึ้น คุณต้องสนใจกับมันเป็นพิเศษกับกราฟช่วงนี้
ถ้า รูปแบบของ Doji หลังจากเกิดแท่งเทียนขึ้นยาว ๆ ไม่มีไส้มาได้สักชุดหนึ่ง เหมือน กับเหมือนกับ white marubozus เพราะว่าสัญญาณ Doji บอกว่าผู้ซื้อกำลังหมดแรงและอ่อนตัวซึ่งผู้ซื้ออยากจะให้ราคาขึ้นอีก แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว เมื่อฝั่งผู้ขาย กำลังมีอิทธิพลเหนือกว่าตลาดและกำลังหาจังหวะเข้มาในตลาเพื่อจะผลักดันราคาลง
จำไว้ว่า หลังจากที่ Doji เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้อง sell ทันทีทันใด เราต้องรอสัญญาณใช้ในการ confirm อยู่ รอให้เกิดภาวะหมี ให้ราคาปิดต่ำกว่าจุดเปิดของ กราฟแท่งเทียนที่ขึ้นยาว ๆ (Marubozu) ก่อนหน้า
ถ้า Doji เกิดขึ้นหลังจาก กลุ่มของกราฟแท่งเทียนสีดำ(แดง) หรือ black marubozu แล้วสัญญาณ Doji นั้นบอกว่า ฝั่งผู้ขายกำลังหมดแรงและอ่อนตัว ถ้าพวกเขาอยากให้ราคาตกอีกพวกเขาต้อง sell เพิ่ม แต่ว่า ฝั่งผู้ขายตอนนี้มีอิทธิพลน้อยกว่าผู้ซื้อ และผู้ซ้อกำลังคอยโอกาสเพื่อพวกเขาจะได้ราคาที่ถูก
ขณะที่เทรนด์ขาลงกำลังอ่อนตัวเนื่องจากขาดแรงขายจากผู้ขายรายใหม่ แต่ว่าเราก็ยังต้องรอให้มีการคอนเฟิร์มจุดกลับตัว โดยเราต้องหากราฟแท่งเทียนสีขาว(เขียว) ที่ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดของกราฟแท่งเทียนสีดำ
จุดกลับตัวก่อนเกิดเทรนด์
รูปแบบที่เราจะบอกว่า เกิดจุดกลับตัว ซึ่งควรจะมีจุดที่บอกได้ก่อนเกิดเทรด จุดเกิดสัญญาณว่าเป็นสัญญาณกระทิงซึ่งจะต้องมีการเกิดภาวะหมีและมีจุดกลับตัวก่อนที่จะเกิดเทรนด์ขาขึ้นทิศทางของเทรนด์ สามารถบอกได้โดยใช้ เส้น Trend line, moving average หรือ การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิครูปแบบอื่น ๆ
Hammer and Hanging Man
Hammer กับ hanging man จะมีรูปร่างและความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งขึ้นอยู่กับทิศทางราคาที่ผ่านมา ทั้งคู่จะมีตัวเทียนเล็ก ๆ น่ารัก(ขาวและดำ) มีไส้เทียนข้างล่างยาว และมีข้างบนโผล่มาอยู่นิดเดียว
Hammer
เมื่อราคาร่วงลง สัญญาณ hammers จะเกิดขึ้นที่จุดต่ำสุดของราคาก่อนที่ราคาจะเริ่มขึ้นอีกครั้งไส้เทียนที่ยาวบ่งบอกถึงราคาที่ผู้ขายพยายามกดดันราคาลง แต่ว่าฝั่งผู้ซื้อสามารถพลิกสถานการณ์มาเป็นฝ่ายได้เปรียบ และปิดใกล้กับจุดเปิดเป็นจุดกลับตัวก่อนเกิดภาวะกระทิง จะก่อตัวขึ้นหลังจากการเกิดเทรนด์ขาลง ที่ชื่อเป็นอย่างนี้เพราะว่า ตลาดกำลังกลับตัวจากจุดต่ำสุด มีลักษณะเหมือนค้อน
มีคำพูดหนึ่ง บอกว่า ถ้าเพียงแค่คุณเห็นรูปแบบ hammer เกิดขึ้นในช่วงขาลง ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องส่งออร์เดอร์ทันที คุณควรจะรอให้มีสัญญาณคอนเฟิร์ม ก่อนที่จะตัดสินใจไป สิ่งที่ยืนยันสัญญาณได้ดี ตัวอย่างเช่น ต้องรอให้มีแท่งเทียนสีขาวและปิดเหนือราคาเปิดของแท่งเทียนที่อยู่ด้านซ้ายของรูปค้อนเสียก่อน
สิ่งที่ควรจำ
• ไส้เทียนข้างล่างควรจะยาวอย่างน้อยสองหรือสามเท่าของตัวเทียน
• มีไส้เทียนข้างบนอาจจะไม่มี หรือมีนิดหน่อย
• ตัวเทียนจะอยู่ส่วนบนของช่วงราคา
• สีของตัวเทียนไม่ได้มีความสำคัญอะไรพิเศษ
hanging man
สิ่งที่ควรจำ
เป็นรูปแบบกลับตัวของภาวะตลาดหมีซึ่งสามารถบอกแนวต้านที่สำคัญได้เมื่อราคาสูงขึ้น การเกิดรูป Hanging man หมายความว่า ฝั่งผู้ขายกำลังเริ่มมีบทบาทมากกว่าผู้ซื้อ และ ไส้เทียนด้านล่างที่ยาวนั้นแสดงถึงราคาที่ผู้ขายได้กดราคาให้ต่ำในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ผู้ซื้อสามารถพลิกราคากลับได้ แต่ทำได้แค่ราคาใกล้จุดเปิด ซึ่งเหตุการณ์นี้บอกเราว่า ไม่มีคนซื้อที่อยากซื้ออีกที่จะทำให้ตลาดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้
• ไส้เทียนยาว ๆ ที่อยู่ด้านล่างควรจะยาวเป็นสองหรือสามเท่าของตัวเทียนเป็นอย่างน้อย
• มีไส้เทียนข้อบนอยู่นิดหน่อยหรืออาจจะไม่มี
• ตัวเทียนอยู่ส่วนบนของช่วงราคา
• สีของแท่งเทียนไม่มีความสำคัญ และ แท่งสีดำนั้นบอกว่าเทรนด์เป็นขาลงได้ชัดเจนได้มากกว่าแท่งสีขาว
Inverted Hammer and Shooting Star
Hammer แบบกลับหัว and shooting star ก็คล้าย ๆ กัน แต่แตกต่างของสองอันนี้คือ แม้ว่าคุณจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือ ขาลง กราฟแท่งเทียนมีตัวเทียนตัวเล็ก ๆ (ไม่ว่าจะเป็นสีขาว กับสีดำ) และมีไส้เทียนด้านบนที่ยาว และ ไส้เทียนด้านล่างที่สั้น
Inverted hammer หรือว่า Hammer กลับหัว เกิดขึ้นเมื่อราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และบอกความเป็นไปได้ในการเกิดจุดกลับเทรนด์ ไส้เทียนยาว ที่อยู่ด้านบนแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อพยายามที่จะดันราคาให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ขายเห็นสิ่งที่ผู้ซื้อกำลังทำ เลยพูดว่า “เฮ้ย ไม่นะ” และพยายามดึงราคากลับลงมา โชคดี ที่ ฝั่งผู้ซื้อ ที่ได้เตรียมตัวมาดีและผู้ขายไม่สามารถปิดราคาให้อยู่ต่ำกว่าราคาเปิดได้ ซึ่งเป็นจุดที่บอกได้ว่า ทุก ๆคนที่ต้องการขายได้ขายจนหมดแรงขายแล้ว และถ้าไม่มีใครขายอีก จะเหลือใครอีกนอกจากผู้ซื้อ
Shooting star เป็นรูปแบบการกลับตัวของภาวะหมีซึ่งดูคล้ายกับรูป inverted hammer แต่เกิดขึ้นเมื่อราคาได้มีการขึ้นมาก่อนหน้านั้น และ shooting star บอกได้ว่าราคาเปิดที่ราคาต่ำแต่ว่า ถูกดึงกลับขึ้นมา ซึ่งหมายความว่า ผู้ซื้อพยายามจะผลักดันให้ราคาขึ้น แต่ว่าผู้ขายกลับมาขายมากกว่าในภายหลัง ซึ่งบอกสัญญาณของภาวะหมีตั้งแต่ที่ไม่มีผู้ซื้ออยู่ในตลาดเหลืออยู่เพราะว่าพวกเขาซื้อไปหมดแล้ว
บทสรุปของกราฟแท่งเทียน
กราฟแท่งเทียนจะบอกราคา open, high, low และ close
• ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด กราฟจะเป็นแท่งโปร่ง(โดยทั่วไปจะแทนสีขาว)
• ถ้าราคาปิดอยู่ต่ำกว่าราคาเปิด และกราฟเป็นสีทึบ( โดยปรกติจะเป็นสีดำ)
• ไม่ว่าจะเป็นแท่งโปร่งหรือทึบ ของแท่งเทียน ก็จะเรียกว่า ตัวแท่งเทียน
• เส้นบาง ๆ ที่ทะลุจากตัวเทียนข้างล่าง หรือ ข้างบนของตัวเทียนจะแสดงราคาสูงต่ำ เรียกว่า ไส้เทียน
• จุดสูงสุดของไส้เทียนคือ “high”.
• จุดต่ำสุดของไส้เทียนคือ “low”.
ตัวเทียนที่ยาวบ่งบอกถึงเทรนด์การซื้อการขายที่แข็งแกร่ง ยิ่งตัวแท่งเทียนยิ่งยาว ยิ่งบอกถึงแรงซื้อแรงขายที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายกระทำต่อตลาด
ตัวเทียนที่สั้น บอกถึงการซื้อการขายที่มีปริมาณน้อย ในภาษาฟอร์เร็ก กระทิงคือผู้ซื้อ และ หมีคือผู้ขาย
ไส้เทียนข้างบนบอกถึงราคาที่ขึ้นไปสูงของช่วงเวลานั้น
ไส้เทียนข้างล่างบอกถึงราคาที่ต่ำสุดของช่วงเวลานั้น
กราฟแท่งเทียนที่มี ไส้เทียนด้านบนยาว หรือ ไส้เทียนด้านล่างยาว และมีตัวเทียนเล็ก ๆ อยู่ระหว่างไส้เทียนเรียกว่า Spinning Top ซึ่งบอกอารมณ์ตลาดได้ว่า ไม่สามารถตัดสินได้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
Marubozu หมายถึง ไม่มีไส้เทียนจากตัวเทียน ขึ้นอยู่กับว่าตัวเทียนนั้นจะเป็นสีทึบหรือว่าสีโปร่ง เพราะจุดสูงสุดและต่ำสุดของราคา เป็นจุดปิดและจุดเปิดในตัวเดียวกัน
Doji มีราคาเปิดและราคาปิดที่จุดเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน และตัวเทียนนั้นแทบจะไม่มีหรือมีน้อยมากที่สุด
Hammer เป็นรูปแบบการกลับตัวสู่ภาวะกระทิง ซึ่งเกิดจากการเกิด เทรนด์ขาลงในช่วงเวลาก่อนหน้า ที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะว่า ตลาดได้ฟื้นจากภาวะเทรนด์ขาลง
Hanging man เป็นรูปแบบการเกิดการกลับตัวสู่ภาวะตลาดหมี ซึ่งสามารถบอกว่าจุดนั้นเป็นจุดแนวต้านที่แข็งแกร่ง
Inverted hammer หรือ Hammer กลับหัวเกิดขึ้นเมื่อราคาได้ร่วงมาอย่างต่อเนื่องและมีความเป็นไปได้ในการเกิดจุดกลับเทรนด์
Shooting star เป็นรูปแบบการกลับตัวเข้าสู่ภาวะตลาดหมี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Inverted Hammer แต่ว่าเกิดขึ้นเมื่อราคาได้ขึ้นติดต่อกัน
วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558
แนวรับ และ แนวต้าน Support And Resistance
แนวรับ และ แนวต้านเ ป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีคนใช้เยอะมากในการเทรด ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะมีความคิด หรือแนวคิดของตัวเองในการประมาณว่า อะไรคือแนวรับอะไรคือแนวต้าน
ลองมาดูตรงพื้นฐานกันก่อน
ดูที่ภาพด้านบน คุณจะเห็น รูปกราฟ ซิกแซก กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น(ตลาดกระทิง) เมื่อตลาดปรับตัวขึ้นแล้วปรับฐานลงมา จุดสูงสุดที่เคยมาถึงก่อนหน้ามันจะปรับฐาน จุดนั้นเรียกว่า แนวต้าน
เมื่อตลาดเคลื่อนตัวขึ้นอีกครั้ง จุดต่ำสุดที่มันปรับฐาน คือจุดที่ใช้เป็นแนวรับ กรณีนี้ แนวต้านและแนวรับจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้จะเกิดการกลับเทรนด์กลายเป็นตลาดขาลงก็จะยังมีแนวต้านแนวรับอยู่เช่นเดิม
1.การกำหนดแนวรับแนวต้าน
สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจไว้เกี่ยวกับแนวรับและแนวต้านคือไม่ใช่ตัวเลข หรือว่า จุดตายตัว ทุกครั้งคุณจะเห็นแนวรับแนวต้านถูกทำลาย แต่บางครั้งคุณจะพบว่ามันเป็นการขึ้นไปทดสอบแนวรับแนวต้านเฉย ๆ ซึ่งถ้าเรามองโดยใช้ กราฟแท่งเทียน การทดสอบแนวรับแนวต้านนั้น จะใช้ตัวไส้เทียนเสมอ ในการวัดว่าเป็นการทดสอบแนวรับแนวต้าน
สังเกตุไส้ของแท่งเทียนทดสอบที่แนวต้าน 2500 ซึ่งดูผิวเผินแล้วตลาดเหมือนจะทำท่าทำลายแนวต้าน แต่ว่าเราจะเห็นได้ว่า ตลาดเพียงแค่ทดสอบแนวต้านเท่านั้น
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า แนวรับแนวต้านถูกทำลายแล้ว?
ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดของคำถามนี้ บางคนอาจจะบอกว่าแนวรับแนวต้านถูกทำลายแล้วเพราะว่าตลาดนั้นปิดเหนือ แนวต้านนั้น อย่างไรก็ตามคุณจะพบว่า บางครั้งจุดนี้ก็ไม่สามารถวัดได้ (ตามภาพ) ดูตัวอย่างจากภาพคุณจะพบว่า เรายังใช้จุดนี้วัดไม่ได้ได้ว่ามันทะลุขึ้นไปเหนือจากเส้น2500 แล้ว
ตัวอย่างกรณีนี้ ราคาปิดเหนือแนวต้าน ที่เส้น 2500 สองครั้งแต่ว่าเวลาดังกล่าว ก็ย้อนกลับมาปิดต่ำกว่าเส้นแนวต้านอีก ถ้าคุณเชื่อว่า นี่เป็นการทำลายแนวต้านจริง และซื้อ ณ ตอนนั้น คุณก็คงจะเจ็บตัว ลองดูที่กราฟสิ คุณจะเห็นว่ามันร่วงลงมาในที่สุดเพราะว่าราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านไปได้ และราคาได้อ่อนตัวลงเป็นระยะ ๆ และอ่อนตัวได้อย่างชัดเจน ท้ายที่สุด
ดังนั้นในการที่จะกรองสัญญาณ breakout ต่อไปนี้ คุณควรจะคิดว่า แนวรับและแนวต้านนั้น เป็นโซน มากกว่า การที่จะใช้เพียงแค่ตัวเลขเดี่ยว ๆ วิธีหนึ่งที่ช่วยในการหาโซนนี้คือการวางแนวรับแนวต้าน โดยการใช้ Line Chart แทนที่จะใช้ กราฟแท่งเทียน เหตุผลเพราะว่ามันแสดงให้คุณเฉพาะราคาปิด ขณะที่กราฟแท่งเทียนนั้น ยังแสดงราคา สูงสุด และต่ำสุด ซึ่งทำให้เข้าใจผิดและอาจจะผิดได้บ่อย ๆ เพราะว่ามันเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ของสภาวะตลาด มันทำให้คนบางคน ตัดสินใจอะไรออกมาก แต่ถ้าเราถามเขา เขาจะบอกว่า “ขอโทษที มันเป็นปฏิกิริยาจากภาวะตลาด ”
เมื่อเราพล็อทเส้น แนวรับ และ แนวต้าน คุณไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิกิริยาจากภาวะการเคลื่อนไหวของตลาด คุณแค่พล็อทมันออกมาอย่างคร่าว ๆ ก็พอ
ลองดู Line Chart ข้างล่าง คุณต้องพล็อทแนวต้านและแนวรับรอบ ๆ พื้นที่ ที่คุณเห็นราคาขึ้นไปจุดสูงสุด
จุดอื่น ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ แนวรับและแนวต้าน
1. เมื่อตลาดทะลุผ่านแนวต้าน และแนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับ
2. ยิ่งราคาทุดสอบแนวรับหรือแนวต้านบ่อยครั้งเท่าไหร่ และไม่สามารถผ่านไปได้ ยิ่งทำให้เห็นว่าแนวรับแนวต้านนี้เป็นแนวที่แข็งแกร่ง
เส้นเทรนด์ไลน์
Trend lines เป็นการวิเคราะห์เทคนิคที่ธรรมดาที่สุดปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ค่อนข้างที่ใช้ได้ผลมากทีเดียว .
ถ้าเราวาดได้ถูกต้อง มันก็จะบอกเทรนด์ได้แม่นยำเหมือนวิธีการอื่น ๆ แต่ว่าโชคไม่ดีที่ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะวาดมันไม่ค่อยถูกนัก ซึ่งพวกเขาพยายามจะวาดเส้นให้แนบชิดกับราคาเกินไปแทนที่จะให้เป็นแนวระยะ
เส้นเทรนด์ไลน์ มีรูปแบบพื้นฐานของมัน เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นจะถูกวาดจากจุดที่ราคาอยู่ต่ำจากที่จุดแนวรับมา เส้นเทรนด์ขาขึ้น เทรนด์จะถูกวาดจากราคาสูงสุดลงมาจากเส้นแนวต้านลงมา ก็คือ จุดพีคของราคานั่นเอง
Channels
ถ้าเราใช้ Trend Line แบบรุดหน้าอีกหน่อยคือใช้มุมองศาที่ใกล้เคียงกันระหว่างเทรนด์ขาขึ้นกับขาลง นั่นคือเราได้ทำ channel ขึ้นมาแล้ว
ในการสร้าง Channel ขาขึ้นนั้น เราจะวาดเส้นเทรนด์ในระนาบเดียวกันกับเทรนด์ แล้วย้ายเส้นเทรนด์ไลน์ไปแตะที่จุดพีคของแต่ละเทรนด์ ซึ่งเราก็จะได้เส้นเทรนด์ไลน์มา
ในการสร้าง Channel ขาลง เราจะวาดเส้นเทรนด์ที่ระนาบระดับเดียวกันแล้วย้ายเส้นเทรนด์ไลน์ไปสัมผัสกับจุดต่ำสุด ซึ่งคุณก็จะได้เส้นเทรนด์ไลน์อีกหนึ่งเส้น
เมื่อราคาได้แตะจุดต่ำสุดของเทรนด์ไลน์ขาลง เราอาจจะใช้จุดนี้เป็นจุดซื้อ ในทางกลับกัน ซึ่งเมื่อราคาแตะจุดสูงสุดของเทรนด์ไลน์ขาลงเราจะใช้นี้เป็นจุดขาย(ภาพประกอบด้านล่าง)
สรุปเรื่องแนวรับ และ แนวต้าน
เมื่อตลาดปรับราคาขึ้นแล้วพักฐานกลับมา จุดสูงสุดก่อนหน้าก่อนที่มันจะพักฐานลงมาเรียกว่าแนวต้านและเมื่อราคายังคงปรับขึ้นต่อไป จุดต่ำสุดของราคาหลังจากที่พักฐานจะกลายมาเป็นแนวรับ
ในรูปแบบของพื้นฐานทั่วไปของกราฟแท่งเทียน เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นจะวาดจากจุดต่ำสุดของราคามาจากเส้นแนวรับ ในช่วงเทรนด์ขาลง เส้นเทรนด์ไลน์จะวาดจากราคาสูงสุด จากเส้นแนวต้าน หรือจุดพีค
ในการสร้าง Channel ขาขึ้น เราจะต้องวาดเส้นที่มีองศาเดียวกับเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้น แล้วนำไปวางเป็นระยะเดียวกับจุดที่ราคาสูงสุดขึ้นไปแตะจุดสูงสุด
ในการสร้าง Channel ขาลง เราจะต้องวาดเส้นที่มีองศาเดียวกับเส้นเทรนด์ไลน์ขาลง แล้วนำไปวางเป็นระยะเดียวกับจุดที่ราคาไปแตะจุดต่ำสุด
ลองมาดูตรงพื้นฐานกันก่อน
ดูที่ภาพด้านบน คุณจะเห็น รูปกราฟ ซิกแซก กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น(ตลาดกระทิง) เมื่อตลาดปรับตัวขึ้นแล้วปรับฐานลงมา จุดสูงสุดที่เคยมาถึงก่อนหน้ามันจะปรับฐาน จุดนั้นเรียกว่า แนวต้าน
เมื่อตลาดเคลื่อนตัวขึ้นอีกครั้ง จุดต่ำสุดที่มันปรับฐาน คือจุดที่ใช้เป็นแนวรับ กรณีนี้ แนวต้านและแนวรับจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้จะเกิดการกลับเทรนด์กลายเป็นตลาดขาลงก็จะยังมีแนวต้านแนวรับอยู่เช่นเดิม
1.การกำหนดแนวรับแนวต้าน
สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจไว้เกี่ยวกับแนวรับและแนวต้านคือไม่ใช่ตัวเลข หรือว่า จุดตายตัว ทุกครั้งคุณจะเห็นแนวรับแนวต้านถูกทำลาย แต่บางครั้งคุณจะพบว่ามันเป็นการขึ้นไปทดสอบแนวรับแนวต้านเฉย ๆ ซึ่งถ้าเรามองโดยใช้ กราฟแท่งเทียน การทดสอบแนวรับแนวต้านนั้น จะใช้ตัวไส้เทียนเสมอ ในการวัดว่าเป็นการทดสอบแนวรับแนวต้าน
สังเกตุไส้ของแท่งเทียนทดสอบที่แนวต้าน 2500 ซึ่งดูผิวเผินแล้วตลาดเหมือนจะทำท่าทำลายแนวต้าน แต่ว่าเราจะเห็นได้ว่า ตลาดเพียงแค่ทดสอบแนวต้านเท่านั้น
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า แนวรับแนวต้านถูกทำลายแล้ว?
ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดของคำถามนี้ บางคนอาจจะบอกว่าแนวรับแนวต้านถูกทำลายแล้วเพราะว่าตลาดนั้นปิดเหนือ แนวต้านนั้น อย่างไรก็ตามคุณจะพบว่า บางครั้งจุดนี้ก็ไม่สามารถวัดได้ (ตามภาพ) ดูตัวอย่างจากภาพคุณจะพบว่า เรายังใช้จุดนี้วัดไม่ได้ได้ว่ามันทะลุขึ้นไปเหนือจากเส้น2500 แล้ว
ตัวอย่างกรณีนี้ ราคาปิดเหนือแนวต้าน ที่เส้น 2500 สองครั้งแต่ว่าเวลาดังกล่าว ก็ย้อนกลับมาปิดต่ำกว่าเส้นแนวต้านอีก ถ้าคุณเชื่อว่า นี่เป็นการทำลายแนวต้านจริง และซื้อ ณ ตอนนั้น คุณก็คงจะเจ็บตัว ลองดูที่กราฟสิ คุณจะเห็นว่ามันร่วงลงมาในที่สุดเพราะว่าราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านไปได้ และราคาได้อ่อนตัวลงเป็นระยะ ๆ และอ่อนตัวได้อย่างชัดเจน ท้ายที่สุด
ดังนั้นในการที่จะกรองสัญญาณ breakout ต่อไปนี้ คุณควรจะคิดว่า แนวรับและแนวต้านนั้น เป็นโซน มากกว่า การที่จะใช้เพียงแค่ตัวเลขเดี่ยว ๆ วิธีหนึ่งที่ช่วยในการหาโซนนี้คือการวางแนวรับแนวต้าน โดยการใช้ Line Chart แทนที่จะใช้ กราฟแท่งเทียน เหตุผลเพราะว่ามันแสดงให้คุณเฉพาะราคาปิด ขณะที่กราฟแท่งเทียนนั้น ยังแสดงราคา สูงสุด และต่ำสุด ซึ่งทำให้เข้าใจผิดและอาจจะผิดได้บ่อย ๆ เพราะว่ามันเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ของสภาวะตลาด มันทำให้คนบางคน ตัดสินใจอะไรออกมาก แต่ถ้าเราถามเขา เขาจะบอกว่า “ขอโทษที มันเป็นปฏิกิริยาจากภาวะตลาด ”
เมื่อเราพล็อทเส้น แนวรับ และ แนวต้าน คุณไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิกิริยาจากภาวะการเคลื่อนไหวของตลาด คุณแค่พล็อทมันออกมาอย่างคร่าว ๆ ก็พอ
ลองดู Line Chart ข้างล่าง คุณต้องพล็อทแนวต้านและแนวรับรอบ ๆ พื้นที่ ที่คุณเห็นราคาขึ้นไปจุดสูงสุด
จุดอื่น ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ แนวรับและแนวต้าน
1. เมื่อตลาดทะลุผ่านแนวต้าน และแนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับ
2. ยิ่งราคาทุดสอบแนวรับหรือแนวต้านบ่อยครั้งเท่าไหร่ และไม่สามารถผ่านไปได้ ยิ่งทำให้เห็นว่าแนวรับแนวต้านนี้เป็นแนวที่แข็งแกร่ง
เส้นเทรนด์ไลน์
Trend lines เป็นการวิเคราะห์เทคนิคที่ธรรมดาที่สุดปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ค่อนข้างที่ใช้ได้ผลมากทีเดียว .
ถ้าเราวาดได้ถูกต้อง มันก็จะบอกเทรนด์ได้แม่นยำเหมือนวิธีการอื่น ๆ แต่ว่าโชคไม่ดีที่ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะวาดมันไม่ค่อยถูกนัก ซึ่งพวกเขาพยายามจะวาดเส้นให้แนบชิดกับราคาเกินไปแทนที่จะให้เป็นแนวระยะ
เส้นเทรนด์ไลน์ มีรูปแบบพื้นฐานของมัน เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นจะถูกวาดจากจุดที่ราคาอยู่ต่ำจากที่จุดแนวรับมา เส้นเทรนด์ขาขึ้น เทรนด์จะถูกวาดจากราคาสูงสุดลงมาจากเส้นแนวต้านลงมา ก็คือ จุดพีคของราคานั่นเอง
Channels
ถ้าเราใช้ Trend Line แบบรุดหน้าอีกหน่อยคือใช้มุมองศาที่ใกล้เคียงกันระหว่างเทรนด์ขาขึ้นกับขาลง นั่นคือเราได้ทำ channel ขึ้นมาแล้ว
ในการสร้าง Channel ขาขึ้นนั้น เราจะวาดเส้นเทรนด์ในระนาบเดียวกันกับเทรนด์ แล้วย้ายเส้นเทรนด์ไลน์ไปแตะที่จุดพีคของแต่ละเทรนด์ ซึ่งเราก็จะได้เส้นเทรนด์ไลน์มา
ในการสร้าง Channel ขาลง เราจะวาดเส้นเทรนด์ที่ระนาบระดับเดียวกันแล้วย้ายเส้นเทรนด์ไลน์ไปสัมผัสกับจุดต่ำสุด ซึ่งคุณก็จะได้เส้นเทรนด์ไลน์อีกหนึ่งเส้น
เมื่อราคาได้แตะจุดต่ำสุดของเทรนด์ไลน์ขาลง เราอาจจะใช้จุดนี้เป็นจุดซื้อ ในทางกลับกัน ซึ่งเมื่อราคาแตะจุดสูงสุดของเทรนด์ไลน์ขาลงเราจะใช้นี้เป็นจุดขาย(ภาพประกอบด้านล่าง)
สรุปเรื่องแนวรับ และ แนวต้าน
เมื่อตลาดปรับราคาขึ้นแล้วพักฐานกลับมา จุดสูงสุดก่อนหน้าก่อนที่มันจะพักฐานลงมาเรียกว่าแนวต้านและเมื่อราคายังคงปรับขึ้นต่อไป จุดต่ำสุดของราคาหลังจากที่พักฐานจะกลายมาเป็นแนวรับ
ในรูปแบบของพื้นฐานทั่วไปของกราฟแท่งเทียน เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นจะวาดจากจุดต่ำสุดของราคามาจากเส้นแนวรับ ในช่วงเทรนด์ขาลง เส้นเทรนด์ไลน์จะวาดจากราคาสูงสุด จากเส้นแนวต้าน หรือจุดพีค
ในการสร้าง Channel ขาขึ้น เราจะต้องวาดเส้นที่มีองศาเดียวกับเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้น แล้วนำไปวางเป็นระยะเดียวกับจุดที่ราคาสูงสุดขึ้นไปแตะจุดสูงสุด
ในการสร้าง Channel ขาลง เราจะต้องวาดเส้นที่มีองศาเดียวกับเส้นเทรนด์ไลน์ขาลง แล้วนำไปวางเป็นระยะเดียวกับจุดที่ราคาไปแตะจุดต่ำสุด
วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558
การใช้งานโปรแกรม MT4
การ Log in
1) คลิกที่เมนู File -> Login to Trade Account ดังรูป
2) ใส่หมายเลขบัญชีและรหัสผ่านลงไป ตรงช่อง Server ถ้าเป็นบัญชีเทรดจริงให้เลือกตามรายละเอียดของแอคเค้าที่เปิดมา
3) ถ้า Log in ผ่านเรียบร้อยแล้ว ตรงมุมล่างขวาจะแสดงตัวเลขดังรูป ตัวเลขทั้ง 2 ตัวแสดงปริมาณข้อมูลที่ดาวน์โหลดและอัพโหลด ถ้า Log in ไม่ผ่านจะแสดงคำว่า No Connection หรือ Invalid Account หรือข้อความ Error อื่นๆ
1) เข้าไปที่เมนู Tools -> Options
2) คลิกที่แท็บ Server และกดปุ่ม Change3) ที่ช่อง Current password ให้ใส่รหัสผ่านปัจจุบัน, ช่อง New password ใส่รหัสผ่านที่ต้องการเปลี่ยน (รหัสผ่านจะต้องมีความยาวอย่างน้อย 5 ตัว และ 2 ใน 3 จะต้องมีตัวอักษรตัวเล็ก, ตัวใหญ่, และตัวเลขรวมอยู่ด้วย), ช่อง Confirm ใส่รหัสผ่านใหม่ยืนยันอีกครั้ง เสร็จแล้วกด OK
1) กดเครื่องหมายบวกที่อยู่ด้านบนซ้ายและเลือกสกุลเงินที่ต้องการ
ถ้าไม่เจอคู่เงินที่ต้องการ ให้เข้าไปคลิกขวาที่หน้าต่าง Market Watch และเลือกที่ Show All2) กราฟของสกุลเงินจะแสดงขึ้นมาดังรูป เวลาในกราฟจะเป็นเวลาที่ Server ตามโบรคเกอร์ที่ท่านใช้
3) สามารถปรับแต่งรูปแบบของกราฟ เช่น สี, ประเภทของกราฟ, เส้นต่างๆ โดยคลิกขวาที่กราฟและเลือก Properties หรือกด F8
4) ที่แท็บ Colors สามารถเปลี่ยนสีของกราฟได้
5) ที่แท็บ Common สามารถเปลี่ยนรูปแบบของกราฟรวมถึงให้แสดงหรือซ่อนเส้นต่างๆได้
ที่ Toolbar ก็จะมีไอคอนต่างๆให้ใช้งานดังนี้ (เรียงลำดับตามกรอบสีแดงที่วงไว้จากบนลงล่าง)
1) ให้แสดงหรือซ่อนหน้าต่างดังนี้
1.1) Market Watch - หน้าต่างดูราคาของสกุลเงินคู่ต่างๆแบบเรียลไทม์
1.2) Data Window - หน้าต่างดูข้อมูลราคาเปิด, ปิด, สูงสุด, ต่ำสุด, Volume ของกราฟ ให้นำเมาส์ไปวางไว้ที่ตำแหน่งที่ต้องการดูรายละเอียดในกราฟ1.3) Navigator - หน้าต่างแสดงรายชื่อ, Indicator, EA, Script
1.4) Terminal - หน้าต่างแสดงออเดอร์ที่กำลังเปิดอยู่, ประวัติการเทรด, Mailbox, Log ของ EA, รายละเอียดการ Log in รวมถึง Error ต่างๆ
1.5) Strategy Tester - หน้าต่างไว้สำหรับการเทส EA
2) ปุ่มเปิดออเดอร์ซื้อขาย
3) ปุ่มเปิด MetaEditor (ใช้เขียน EA) และปุ่มเปิด/ปิดการใช้งาน EA
4) ปุ่มแสดงรูปแบบกราฟเป็นแบบแท่ง, แท่งเทียน, เส้น
5) ปุ่มย่อ/ขยายกราฟ
6) ปุ่ม Auto Scroll ให้กราฟขยับไปทางซ้ายเรื่อยๆเมื่อราคามีการอัพเดท และปุ่ม Chart Shift คือให้กราฟขยับเลื่อนไปทางด้านซ้าย
7) ปุ่ม Indicator ไว้เพิ่ม Indicator ในกราฟ, ปุ่ม Period ไว้เลือกช่วงเวลา (Timeframe) ต่างๆ, ปุ่ม Templates ไว้เซฟรูปแบบกราฟเก็บไว้
8) ปุ่มเลือกรูปแบบเมาส์เป็น Cursor หรือ Crosshair เพื่อแสดงในกราฟ
9) เอาไว้ลากเส้น, เขียนข้อความต่างๆบนกราฟ, และ Indicator Fibonacci
10) เลือกช่วงเวลา (Timeframe) ต่างๆ
การเพิ่ม Indicator
1) คลิกที่ปุ่ม Indicators ทางด้านบนและเลือก Indicator ที่ต้องการเพิ่ม
2) เสร็จแล้วจะมีหน้าต่างเพื่อเซตค่าต่างๆสำหรับ Indicator ตัวอย่างแสดงการเพิ่ม Moving Average3) Indicator ก็จะแสดงในกราฟดังรูป
4) ถ้าต้องการแก้ค่าต่างๆของ Indicator ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ Indicator ก็จะมีหน้าต่างเซตค่าต่างๆแสดงขึ้นมาเหมือนในข้อที่ 2
5) ถ้าต้องการลบ ให้กด Ctrl + i จะแสดงรายชื่อ Indicator ทั้งหมดที่อยู่ในกราฟ ให้คลิกชื่อ Indicator ที่ต้องการลบ แล้วกด Delete
6) สามารถลง Indicator อื่นๆเพิ่มเติมได้โดยให้เข้าไปที่เมนู File -> Open data folder แล้วนำไฟล์ Indicator (ไฟล์นามสกุล mq4 หรือ ex4) ใส่ไว้ที่โฟลเดอร์ MQL4 -> Indicators เสร็จแล้ว Restart MT4, ทำตามข้อ 1 ก็จะเห็นชื่อ Indicator ที่เพิ่มไว้อยู่ในหัวข้อ Custom
การเปิด/ปิดออเดอร์
1) กดปุ่ม New Order บน Toolbar หรือกดปุ่ม F9 (ถ้าท่าน Log in โดยใช้ Investor Password ท่านจะไม่สามารถกดปุ่มนี้ได้, Investor Password จะใช้สำหรับให้คนอื่นดูผลการเทรดเท่านั้น ไม่สามารถทำการเทรดได้)
2) จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาดังรูป2.1) Symbol - คู่สกุลเงินที่ต้องการซื้อขาย
2.2) Volume - จำนวน Lot ที่ต้องการเทรด
2.3) Stop Loss - ราคาที่จะให้ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อขาดทุน
2.4) Take Profit - ราคาที่จะให้ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อกำไร
2.5) Comment - สามารถใส่ Comment สำหรับออเดอร์ที่จะเปิด
2.6) Type - Instant Execution / Market Execution คือเปิดออเดอร์ทันที, Pending Order คือเปิดออเดอร์แบบ Pending (รอให้ราคามาถึงจุดที่เราต้องการถึงจะทำการเปิดออเดอร์)
2.7) Sell - เปิดออเดอร์ขาย
2.8) Buy - เปิดออเดอร์ซื้อ
2.9) Enable maximum deviation from quoted price ใช้เพื่อป้องกันการเจอปัญหา Requote
3) ถ้าเลือกการเปิดออเดอร์เป็นแบบ Pending หน้าต่างจะเปลี่ยนเป็นดังรูป การเปิดออเดอร์เช่นนี้เป็นการตั้งเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ในกรณีที่ราคาที่เราต้องการซื้อหรือขายยังไม่เกิดขึ้น เมื่อราคาปัจจุบันมาถึงราคาที่เราตั้งไว้ ออเดอร์ก็จะเปิดให้อัตโนมัติ
นส่วน Pending Order จะมีค่าต่างๆให้เลือกดังนี้
3.1) Type - Buy Limit คือทำการซื้อเมื่อราคาปัจจุบันอยู่สูงกว่าราคาที่เราจะซื้อ, Sell Limit คือทำการขายเมื่อราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาที่เราจะขาย, Buy Stop คือทำการซื้อเมื่อราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาที่เราจะซื้อ, Sell Stop คือทำการขายเมื่อราคาปัจจุบันอยู่สูงกว่าราคาที่เราจะขาย
ตัวอย่าง
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการซื้อที่ 0.9xxx ให้ตั้งเป็น Buy Limit
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการซื้อที่ 1.0xxx ให้ตั้งเป็น Buy Stop
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการขายที่ 0.9xxx ให้ตั้งเป็น Sell Stop
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการขายที่ 1.0xxx ให้ตั้งเป็น Sell Limit
3.2) at price - ใส่ราคาที่เราต้องการซื้อขาย
3.3) Place - ทำการเปิดออเดอร์ Pending
3.4) Expiry - เวลาหมดอายุของออเดอร์ในกรณีที่ยังไม่มีการเปิดออเดอร์
4) ถ้าทำการเปิดออเดอร์แล้วจะเห็นรายละเอียดออเดอร์ที่หน้าต่าง Terminal ด้านล่างดังรูป
4.1) Order - หมายเลขออเดอร์
4.2) Time - เวลาที่ทำการเปิดออเดอร์ (เวลาใน Server)
4.3) Type - ประเภทออเดอร์ (ซื้อหรือขาย)
4.4) Size - จำนวน Volume (Lot)
4.5) Symbol - สกุลเงิน
4.6) Price - ราคาที่ทำการเปิดออเดอร์
4.7) S/L - ราคา Stop Loss (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
4.8) T/P - ราคา Target Profit (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
4.9) Price - ราคาปัจจุบัน
4.10) Commission - ค่าคอมมิชชั่น
4.11) Swap - ค่า Swap
4.12) Profit - กำไร/ขาดทุน
4.13) Balance - ยอดเงินที่ยังไม่รวมกำไรหรือขาดทุนของออเดอร์ที่กำลังเปิดอยู่
4.14) Equity - ยอดเงินที่รวมกำไรหรือขาดทุนของออเดอร์ที่กำลังเปิดอยู่
4.15) Margin - จำนวน Margin ทั้งหมดที่ใช้ไปในการเปิดออเดอร์
4.16) Free Margin - มีค่าเท่ากับ Equity - Margin
4.17) Margin Level - มีค่าเท่ากับ Equity / Margin * 100 เป็นอัตราส่วนระหว่าง Equity กับ Margin ยิ่งเยอะยิ่งดี ถ้าลดเหลือน้อยต่ำกว่าค่า Margin call level ตรงออเดอร์จะเป็นสีแดงเตือนขึ้นมาว่า Margin เหลือต่ำแล้ว ถ้า Margin level ต่ำกว่า Stop level ออเดอร์ก็จะถูกปิดให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งแต่ละบัญชีก็จะมีระดับ Margin call level และ Stop Level ที่แตกต่างกัน
5) ถ้าต้องการปิดออเดอร์ ให้ดับเบิ้ลคลิกที่รายละเอียดของออเดอร์ จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาดังรูป เลือก Type เป็น Instant Execution และกดปุ่ม Close เพื่อปิดออเดอร์
6) ถ้าต้องการแก้ไขออเดอร์ เช่น Stop Loss หรือ Target Profit ให้ดับเบิ้ลคลิกที่รายละเอียดของออเดอร์ จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาดังรูป เลือก Type เป็น Modify Order แก้ไขรายละเอียดดามต้องการ และกดปุ่ม Modify เพื่อแก้ไขออเดอร์7) ถ้าทำการปิดออเดอร์แล้ว รายละเอียดออเดอร์ก็จะย้ายไปอยู่ในแท็บ Account History ดังรูป
7.1) Order - หมายเลขออเดอร์
7.2) Time - เวลาที่ทำการเปิดออเดอร์ (เวลาใน Server)
7.3) Type - ประเภทออเดอร์ (ซื้อหรือขาย)
7.4) Size - จำนวน Volume (Lot)
7.5) Symbol - สกุลเงิน
7.6) Price - ราคาที่ทำการเปิดออเดอร์
7.7) S/L - ราคา Stop Loss (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
7.8) T/P - ราคา Target Profit (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
7.9) Time - เวลาที่ทำการปิดออเดอร์ (เวลาใน Server)
7.10) Price - ราคาที่ทำการปิดออเดอร์
7.11) Commission - ค่าคอมมิชชั่น
7.12) Swap - ค่า Swap
7.13) Profit - กำไร/ขาดทุน
8) ที่แท็บ Account History สามารถคลิกขวาเพื่อเลือกออฟชั่นต่างๆได้ดังนี้
8.1) All History - ให้แสดงประวัติการเทรดทั้งหมด (โดย Default จะแสดงประวัติการเทรดของเดือนปัจจุบัน)
8.2) Last 3 Months - ให้แสดงประวัติการเทรดย้อนหลัง 3 เดือน
8.3) Last Month - ให้แสดงประวัติการเทรดของเดือนปัจจุบัน
8.4) Custom Period - สามารถเลือกช่วงเวลาที่จะให้แสดงประวัติการเทรดได้
8.5) Save as Report - คือการ Export ประวัติการเทรดออกมาเป็นไฟล์
8.5) Save as Detailed Report - คือการ Export ประวัติการเทรดแบบละเอียดออกมาเป็นไฟล์
8.6) Commissions - ให้แสดง/ซ่อนคอลัมน์ Commissions
8.7) Taxs - ให้แสดง/ซ่อนคอลัมน์ Taxs
8.8) Comments - ให้แสดง/ซ่อนคอลัมน์ Comments
8.9) Auto Arrange - จัดขนาดของคอลัมน์อัตโนมัติ
8.10) Grid - ให้แสดง/ซ่อนเส้นแบ่งคอลัมน์
9) ที่แท็บ Journal จะแสดงรายละเอียดคำสั่งที่เราทำการเทรดทั้งหมด รวมถึง Error ต่างๆ
1) ให้เข้าไปที่เมนู File -> Open data folder แล้วใส่ไฟล์ EA ที่โฟลเดอร์ MQL4 -> Experts ส่วนไฟล์ Indicator ใส่ไว้ที่โฟลเดอร์ MQL4 -> Indicators
2) คลิกปุ่ม AutoTrading ใน Toolbar ให้เป็นสีเขียวดังรูป
3) จะเห็นชื่อ EA ที่หัวข้อ Expert Advisors ในหน้าต่าง Navigator ดังรูป ให้คลิกที่ชื่อ EA แล้วลากใส่ในกราฟ4) จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาเพื่อตั้งค่าดังรูป
4.1) Only Long - ให้ EA เปิดออเดอร์ซื้อเท่านั้น
4.2) Only Short - ให้ EA เปิดออเดอร์ขายเท่านั้น
4.3) Long & Short - ให้ EA เปิดออเดอร์ทั้งซื้อและขาย
4.4) Enable alerts - เปิด/ปิดการแจ้งเตือน
4.5) Disable alert once hit - ปิดการแจ้งเตือนเมื่อมีการแจ้งเตือนครั้งแรกมาแล้ว
4.6) Allow live trading - ให้ EA เปิดออเดอร์ในบัญชีเทรดจริงได้หรือไม่
4.7) Ask manual confirmation - ถ้า EA ต้องการเปิดออเดอร์ ให้เราต้องทำการยืนยันอีกหรือไม่
4.8) Allow DLL imports - อนุญาตให้ EA มีการเรียกใช้ DLL หรือไม่
4.9) Confirm DLL function calls - ให้มีการยืนยันทุกครั้งเมื่อมีการเรียกใช้ฟังก์ชั่นใน DLL หรือไม่
4.10) Allow import of external experts - อนุญาตให้มีการเรียกใช้ฟังก์ชั่นใน EA ตัวอื่นหรือไม่
โดยทั่วไปก็จะติ๊กที่ช่อง 4.3), 4.4), 4.6), 4.8), 4.10)
5) ที่แท็บ Inputs ก็จะเป็นการเซตค่าพารามิเตอร์ต่างๆที่ใช้ใน EA ซึ่ง EA แต่ละตัวก็จะมีการตั้งค่าที่แตกต่างกัน
6) ถ้าติดตั้งเสร็จเรียบร้อยก็จะแสดงชื่อ EA และรูปหน้ายิ้มอยู่ด้านบนขวามือของกราฟดังรูป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















































